รู้จัก “Nomophobia” ของวัยรุ่นที่มีอาการติดจอ

โทรศัพท์มือถือเทคโนโลยีใกล้ตัว ซึ่งเปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ซึ่งหลายคนขาดไม่ได้ แน่นอนว่าเทคโนโลยีย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อยู่ที่การเลือกใช้ว่าเราจะใช้ให้เกิดประโยชน์หรือโทษ โดยข้อเสียสำคัญข้อหนึ่งของโทรศัพท์มือถือคือ ก่อให้เกิดอาการ “โนโมโฟเบีย” (Nomophobia มาจากคำว่า No Mobile Phone Phobia) หรือ อาการขาดมือถือไม่ได้ ซึ่งเป็นอาการทางจิตรูปแบบหนึ่ง มักเกิดขึ้นกับวัยรุ่น เนื่องจากเป็นวัยที่มีเพื่อนเยอะ ชอบเล่นเกม และชอบเล่นโซเซียล ฯลฯ

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิตให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการโนโมโฟเบีย (Nomophobia) ไว้ว่า ‘อาการขาดมือถือไม่ได้ จัดอยู่ในกลุ่มวิตกกังวล ส่งผลกระทบต่อการเรียน ชีวิตประจำวัน และยังก่อให้เกิดอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น นิ้วล็อค, สายตาเสื่อมเร็ว, กล้ามเนื้อที่คอ บ่า ไหล่แข็งเกร็ง สาเหตุของการปวดเมื่อย, ทำให้หมอนรองกระดูกที่คอเสื่อมก่อนวัยอันควร และอาจทำให้เส้นประสาทสันหลังส่วนคอถูกกดทับ จนมีอาการชาที่แขน มือไม่มีแรง เดินโคลงเคลงเหมือนจะล้ม ที่สำคัญยังทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย’ โดยอาการโนโมโฟเบีย (Nomophobia) ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

บุคคลที่จัดว่ามีอาการขาดมือถือไม่ได้จะมีพฤติกรรมดังนี้

– ต้องมีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน

– เปิดหน้าจอมือถือดูเป็นระยะๆ โดยมากกว่าวันละ 30 ครั้ง รวมทั้งเปิดหน้าจอทุกๆ ครั้งที่มีโอกาส

– มีอาการกระวนกระวายและขาดสมาธิไปจนถึงขั้นหงุดหงิด หากไม่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ใกล้ตัวหรือแบตเตอรี่หมด

– ให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มือถือมากกว่ากระเป๋าสตางค์

– และอาการที่หนักที่สุดคือ เล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างข้ามถนน ขับรถ หรืออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ส่วนการป้องกันและแก้ไขอาการติดจอ เริ่มจากการสร้างวินัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ อย่างการตั้งกฎว่าจะไม่เล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลา 30 นาทีหรือ 1 ชั่วโมงต่อวัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการวางโทรศัพท์มือถือมากขึ้น หรือจะกำหนดจากกิจวัตรประจำวัน รวมทั้งกำหนดพื้นที่ปลอดโทรศัพท์มือถือก็ได้เช่นกัน เช่น ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างรับประทานอาหาร, ห้องนั่งเล่นเป็นเขตปลอดโทรศัพท์ เป็นต้น

นอกจากการสร้างวินัยในการเล่นโทรศัพท์มือถือแล้ว แนะนำให้หันไปทำกิจกรรมอื่นๆ ทดแทนการก้มหน้าเล่นมือถือ เช่น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย เล่นบอร์ดเกมฝึกสมอง หรือหากเหงาแทนที่จะคุยกับเพื่อนทางโซเซียลมีเดียก็ให้นัดเพื่อนออกมาพูดคุยกันแทน

…การเล่นโทรศัพท์มือไม่ใช่เรื่องผิด หากเราเล่นอย่างพอดี เพียงเท่านี้เราก็ห่างไกลจากอาการโนโมโฟเบีย (Nomophobia) แล้ว

อ้างอิงข้อมูลจาก: • http://www.prdmh.com/สาระสุขภาพจิต/สาระน่ารู้สุขภาพจิต/222-nomophobia-ขาดมือถือไม่ได้.html • https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=25771