“ชีวิตมหัศจรรย์ของออกัสต์” จากวรรณกรรมเยาวชนสู่ภาพยนตร์ Feel Good แห่งปี

“Wonder” หรือชื่อภาษาไทยว่า “ชีวิตมหัศจรรย์ของออกัสต์” วรรณกรรมเยาวชนจากปลายปากกา ‘อาร์. เจ. ปาลาซิโอ’ ที่ติดอันดับ 1 ใน New York Times Bestseller ยาวนานถึง 89 สัปดาห์ พร้อมกับเสียงชื่นชมในฐานะหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนมุมมองชีวิต ฉบับภาษาไทยแปลและตีพิมพ์โดยแพรวสำนักพิมพ์ ปัจจุบันหนังสือวรรณกรรมเยาวชนเล่นนี้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นภาพยนตร์ Feel Good แห่งปี ซึ่งในบ้านเรามีกำหนดเข้าฉายเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา

Wonder เป็นเรื่องราวของ “ออกัสต์ พูลแมน” เด็กชายอายุ 10 ขวบที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติบนใบหน้า เมื่อเขาต้องเข้าโรงเรียนแบบจริงจัง หลังจากที่เขาเรียนหนังสือที่บ้านมาหลายปี สิ่งหนึ่งที่ออกัสต์กลัวมากที่สุดก็คือ สายตาที่เด็กคนอื่นจ้องมองเขา โดยเพื่อนใหม่หลายคนของเขาก็มีทั้งคนที่มีน้ำใจกับเขา คนที่ใจร้ายกับเขา และที่แย่ที่สุดก็คือคนที่ใจดีกับเขาต่อหน้าครู แต่เมื่อลับหลังกลับใจร้าย แม้เขาจะมีพ่อและแม่ที่รักเขามาก แต่การต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ในรั้วโรงเรียนก็ทำให้เขากลัว เป็นความกลัวที่ไม่ต่างจากการที่รับการผ่าตัดใหญ่ 27 ครั้ง

ยิ่งเมื่อออกัสต์ต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งของ “จูเลี่ยน” ก็เหมือนบททดสอบชิ้นโตของเด็ก 10 ขวบที่ใฝ่ฝันอยากเป็นคนปกติ โดยเฉพาะเหตุการณ์ เมื่อจูเลี่ยนใช้โฟโตช็อปตัดออกัสต์ออกจากรูปถ่ายหมู่ในชั้นเรียน แล้วเขียนว่า ‘ทุกคนอยากให้แกตาย’

แน่นอนว่าการแกล้งกันครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของออกัสต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อตัวจูเลี่ยนเองอีกด้วย เพราะท้ายที่สุดหลังจากจูเลี่ยนยอมรับสารภาพผิดทุกอย่าง แต่พ่อแม่กลับมองว่าลูกไม่ผิด จนสั่งให้ลูกย้ายโรงเรียน เพราะ

ไม่อาจทนเสียหน้าที่ลูกถูกพักการเรียนได้ ความสุขเล็กๆ ของการได้แกล้งจึงกลายเป็นความทุกข์ เมื่อจูเลี่ยนต้องจากกลุ่มเพื่อนสนิทไป แน่นอนว่าการที่จูเลี่ยนกลั่นแกล้งออกัสต์ คนที่มีส่วนต้องรับผิดชอบไม่ใช่ตัวเด็กเท่านั้น แต่พ่อแม่ของจูเลี่ยนต้องรับผิดชอบเช่นกัน เพราะพวกเขาเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกในทางที่ผิด เข้าทำนอง ‘พ่อแม่รังแกฉัน’

นอกจากนี้ที่ผู้กำกับ ‘สตีเฟนช์ บอสกี’ ยังส่งสารเรื่องอื่นๆ ถึงคนดู โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้คนดูเปิดมุมมองว่าทุกคนบนโลกล้วนต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิต แต่ถ้าเรามัวแต่หมกมุ่นและจดจ่อกับปัญหาของตัวเองมากเกินไป ปัญหานั้นจะหนักหนาขึ้นกว่าเดิม ลองเปิดใจและเงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ดูบ้าง เพราะบางครั้งความมหัศจรรย์ก็อยู่รอบตัวเรา

นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังให้พลังบวกและข้อคิดในเรื่องความแตกต่าง ซึ่งสอนให้เรายอมรับและปฏิบัติต่อความแตกต่างอย่างเข้าใจ เพราะความแตกต่างเป็นเรื่องธรรมชาติและยังเป็นเรื่องสวยงาม เราไม่สามารถเหมือนใครได้ เช่นเดียวกันกับที่ไม่มีใครเหมือนเราได้ แม้กระทั่งแฝดก็ไม่อาจเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนต่างมีความแตกต่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เช่นเดียวกันกับออกัสต์ที่เขาไม่ได้ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เขาอยากเป็นคนธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ เมื่อพ่อแม่ รวมทั้งเพื่อนๆ สามารถยอมรับความแตกต่างของเขาได้ เขาจึงกลายเป็นเด็กมหัศจรรย์ที่สร้างความรู้สึกดีๆ ให้คนรอบข้าง เพราะเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าแตกต่าง เพียงแค่ความเห็นใจจากใครสักคนก็ทำให้เราลุกขึ้นมาสู้ได้อีกครั้ง ในทางกลับกันคนที่แตกต่างก็ต้องการความเห็นใจจากเรา …หากเราต้องยอมความแตกต่างของคนอื่นได้ คนอื่นก็จะสามารถยอมรับความแตกต่างของเราได้เช่นกัน

“ถ้าทุกคนในห้องนี้ถือเป็นกฎว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เมื่อใดก็ตามที่ทำได้ นักเรียนจะพยายามมีใจเมตตาให้มากกว่าที่จำเป็นมากอีกนิด — โลกจะน่าอยู่ขึ้นมาก” ปิดท้ายด้วยคำพูดของ ‘มิตเตอร์ทุชแมน’ ตัวละครจากเรื่องที่บอกให้นักเรียนมีใจเมตตาต่อออกัสต์ เหมือนที่เขาเองก็มีใจเมตตาต่อเด็กคนนี้

อ้างอิงข้อมูลจาก

 http://www.amarinbooks.com/5-ข้อสุดมหัศจรรย์ของ-“wonder”-ชีวิตมหัศจรรย์ของออกัสต์/ • https://www.facebook.com/tumruenglen/posts/904224093089923

https://www.facebook.com/cwatchthemovies/posts/1392784634163655 • https://www.facebook.com/praewjuvenile/posts/10155623749643762

https://www.bloggang.com/m/mainblog.php?id=neojocho&month=16-12-2017&group=1&gblog=2