อธิบายความรักด้วยจิตวิทยา โดยหมอปีย์ (บทความจาก the MATTER)

จากการที่พี่ๆได้ให้การปรึกษากับผู้รับบริการหลายๆท่าน เรื่องยอดฮิตที่ถูกเข้ามาพูดคุยกันมากก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ”ความรัก” ที่วัยไหนๆต่างก็เข้ามาพูดคุยกันเป็นประจำไม่ว่าจะเรื่องแอบรัก ทะเลาะกับแฟน อกหัก โดนทิ้ง พี่ๆได้เจอบทความดีๆจาก The MATTER เลยอยากจะเอามาฝากกัน

ความรักเป็นเรื่องมีเหตุผลไหม มีทฤษฎีหรือตรรกะอะไรที่ใช้อธิบายความรักได้บ้าง

ผมว่าความรักมีหลักที่ใช้อธิบายได้ครับ อย่างหนึ่งที่อธิบายได้คือทฤษฎีด้าน ‘จิตวิทยาวิวัฒนาการ’ (evolutionary psychology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ใช้ในการอธิบายสภาวะจิตของคน ว่าที่เราเป็นแบบนี้ มีความรู้สึกและพฤติกรรมแบบนี้ มันเป็นผลมาจากวิธีเอาตัวรอดที่มนุษย์ใช้ในอดีต อย่างเช่นการเลือกคู่เพื่อการสืบพันธุ์ หรือการร้องไห้เพื่อขอความช่วยเหลือหรือสร้างอำนาจต่อรอง

เรื่องของฮอร์โมนก็ช่วยอธิบายลำดับขั้นของความรักได้ โดยอาจจะแบ่งได้เป็น 3 ช่วงหลักๆ ตามการทำงานของฮอร์โมน ช่วงแรกคือช่วง ‘ดึงดูด’ เป็นช่วงที่ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนทำงาน เราก็จะสอดส่ายสายตาหาคู่ครอง เหมือนกับช่วงติดสัดของสัตว์ เพียงแต่มนุษย์ไม่ได้มีฤดูที่แน่นอน และมีระดับการหักห้ามใจมากกว่าในการผสมพันธุ์

จากนั้นก็จะขยับเข้าสู่ช่วง ‘ตกหลุมรัก’ ช่วงนี้จะเป็นช่วงโดปามีนหลั่ง โดปามีนนี่เป็นฮอร์โมนที่รับผิดชอบเรื่อง reward system คือจะหลั่งเมื่อเรารับเอาของกระตุ้นที่ร่างกายคิดว่าดีต่อร่างกายเข้ามา เหมือนเวลาเรากินของหวาน เสพยา หรือรักใครสักคน เราก็จะรู้สึกว่าต้องการ อยากได้อีก แล้วก็เสพติดสิ่งเหล่านั้น

สุดท้ายคือช่วง ‘ผูกพัน’ ซึ่งช่วงนี้เราจะไม่ได้หลงรักจะเป็นจะตายกับแฟนของเราอีกแล้ว แต่จะเป็นความผูกพันมากกว่า เป็นผลจากออกซิโตซิน ซึ่งเป็นสารตัวเดียวกันกับที่หลั่งเวลาที่แม่คลอดลูกใหม่ๆ ทำให้แม่เกิดความผูกพันกับลูก และเลี้ยงดูลูกต่อไป

แต่ถึงจะมีการแบ่งสามลำดับขั้น ก็เป็นไปได้ว่าฮอร์โมนจะทำงานข้ามลำดับได้ เช่นเมื่อเข้าสู่ช่วงผูกพันแล้วโดปามีนหรือเทสโทสเตอโรนจะยังทำงานอยู่ เพียงแต่เราแบ่งเพื่อให้เห็นผลของฮอร์โมนแต่ละตัวชัดเจน และถ้ามีการแสกนสมองเราจะเห็นการทำงานของสมองแต่ละส่วนเลย

 

ภาพจาก https://thematter.co/pulse/theory-of-love/49584 โดย Adidet Chaiwattanakul

 

ที่เราเรียกกันว่า ‘ช่วงโปรโมชั่น’ ในความสัมพันธ์ก็อาจจะไม่มีจริงเสมอไปหรือเปล่า ในเมื่อโดปามีนอาจจะหลั่งอีกเมื่อไหร่ก็ได้

ก็ใช่ เพราะเราสามารถเกิดความรู้สึกตกหลุมรักได้อีกหลายครั้ง แต่ช่วงโปรฯ ที่เราเรียกกันก็อาจจะคือการหลั่งโดปามีนครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่ค่อยเหมาะกับการดำรงชีวิตเท่าไหร่ เพราะบางคนทำงานไม่ได้ กินนอนไม่ได้ หรือหลายคนใช้เวลากับเรื่องนี้มากเกินไป เราก็เลยมีวิวัฒนาการที่ทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ลดลงมาเมื่อถึงเวลาหนึ่ง เพื่อให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้

 

แล้ว ‘รักแรกพบ’ หรือ ‘พรหมลิขิต’ ล่ะ อธิบายได้ด้วยไหม

เรื่องรักแรกพบนี่ไม่เคยมีคนศึกษามาก่อน อาจจะเพราะด้วยทางเทคนิคมันทำไม่ได้ เราแสกนสมองคนที่มีความรักหรือคนที่อกหักได้ แต่จังหวะของรักแรกพบ เราไม่สามารถตรวจได้ แต่ส่วนตัวผมมองว่าอาจจะเป็นช่วงที่คนสองคนกำลังหลั่งเทสโทสเตอโรนพอดี ก็เลยมีโอกาสดึงดูดกัน ส่วนเรื่องพรหมลิขิตที่กำหนดว่าคนนี้คู่กับคนนั้น ต้องบอกว่าในเชิงจิตวิทยาก็มีการศึกษาว่าลักษณะนิสัยบางอย่างก็มีการดึงดูดกัน ไม่ได้ถูกกำหนดตายตัวเสมอไป

 

ยังไม่จบนะ! ตามไปอ่านบทความเต็มๆได้ที่

https://thematter.co/pulse/theory-of-love/49584