หยอกล้อ รังแก จุดบ่มเพาะความรุนแรงในรั้วโรงเรียนและสังคม

หลายคนคงได้ดูคลิปหรืออ่านข่าวน้อง ป.4 ที่เป็นออทิสติก ถูกรุ่นพี่ ม. 2 จำนวน 8 คน รุมแกล้งด้วยความรุนแรงอย่างมาก ทั้งกระชากผม ดึงผม หวีผมด้วยความรุนแรง เมื่อน้องร้องด้วยความกลัว กลับถูกรุ่นพี่เอาผ้าอุดปาก แถมเอาเท้าถีบหน้า โดยเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในห้องเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง  จังหวัดพะเยา ซึ่งแม่และครอบครัวก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้คุยกับทางโรงเรียน และทางผู้ปกครองของนักเรียนชั้น ม.2 ที่ก่อเหตุ บอกว่า จะจ่ายค่าชดเชยให้ คนละ 500 บาท แต่ทางครอบครัวก็ปฏิเสธ และยืนยันว่าจะเอาเรื่องต่อให้ถึงที่สุด..

เป็นอีกครั้งที่มีภาพของการรังแกเกิดขึ้น และมีการบันทึกภาพเหล่านั้นเอาไว้ โดยปกติแล้วการรังแกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะยิ่งเกิดง่ายขึ้นไปอีกหากเป็นเด็กพิเศษ เพราะลักษณะที่แตกต่างจากคนทั่วไปโดยเฉพาะเรื่องของหลักการคิดและทักษะการเอาตัวรอดต่างๆ

น่าสนใจว่าข่าวนี้สะท้อนให้เห็นความขาดพร่องในหลายๆ อย่าง พร้อมกับคำถามที่รอคำตอบ สิ่งสำคัญสุดคือน่าเป็นห่วงกับอนาคตของชาติอย่างมาก

ประเด็นแรก คือ เกิดอะไรขึ้นกับเด็กรุ่นพี่กลุ่มนี้ ที่ใช้ความรุนแรงกับน้องที่อ่อนแอกว่าถึงขนาดนี้ พวกเขากำลังถูกปลูกฝังความรุนแรงจนไม่รู้สึกรู้สาจากอะไร เขากำลังจะโตเป็นผู้ใหญ่แบบไหนกัน หากเราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซำ้อีก

ประเด็นที่สองคือ ความปลอดภัยของเด็ก อยู่ที่ไหน?  โรงเรียนมีระบบดูแลนักเรียนอย่างไร  โดยเฉพาะที่เป็นเด็กพิเศษ? ไม่ใช่เรื่องการป้องกันเหตุรุนแรงอย่างเดียว แต่การสร้างความเข้าใจกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ให้ได้รู้ เข้าใจถึงการเคารพความแตกต่าง และการอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก บางโรงเรียนใช้วิธีการทำระบบบัดดี้ คือจะมีเพื่อนหนึ่งคนต่อเด็กพิเศษหนึ่งคน คอยดูแล ก็นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่น่าสนใจ

ประเด็นที่สามคือ การจัดการของผู้ปกครองด้วยการชดใช้ค่าเสียหายคนละ 500 บาท จะช่วยแก้ปัญหาการรังแกกันหรือการใช้ความรุนแรงในเด็กได้เหรอ ความเจ็บปวด ความเสียใจ และอีกมากมายความรู้สึกไม่อาจจางหายไปด้วยเงิน แต่ก็ไม่ใช่การแก้แค้นหรือเอาคืนกันอย่างบ้าคลั่ง แต่เราจะสร้างการเรียนรู้ยังไงให้รุ่นพี่เหล่านี้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำ มันมีผลกระทบขนาดไหน จะรับผิดชอบกับสิ่งทำอย่างไร และผู้ปกครองเองจะมีส่วนช่วยดูแลพฤติกรรมยังไง ที่มากกว่านั้นพวกเขาควรได้รับการช่วยเหลือเช่นเดียวกับเด็กที่ถูกรังแก เพราะหลายครั้งเราพบว่าเด็กที่รังแกคนอื่น ก็มีปัญหาบางอย่างเช่นกัน แต่กลับถูกกลบด้วยการลงโทษ

สุดท้ายคือ การรังแก เป็นส่วนหนึ่งหรือนำไปสู่การใช้ความรุนแรงอย่างที่เราเห็นกัน แต่กลับเป็นเรื่องที่ถูกมองข้ามไป จะหันกลับมามองในเวลาที่เป็นข่าว เมื่อเลือดตกยางออก ฯลฯ แล้วก็ลืมๆ มันไป ก็แค่เด็กเล่นกัน แต่เด็กที่ถูกรังแก ไม่เคยลืม มันยังคงอยู่ในใจ เป็นปมติดมาจนโต และหลายคนกลายเป็นคนรังแกคนอื่นไปด้วย คนที่รังแกไม่เคยถูกช่วยเหลือ คนดูไม่เคยถูกบอกว่าต้องทำยังไง เป็นปัญหาวนเวียนในชีวิตเด็กทุกรุ่นทุกยุค

ปัญหาเด็กรังแกกัน จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่คือการบ่มเพาะความรุนแรงในรั้วโรงเรียนและสังคม

เนื้อข่าวจากไทยรัฐ