ลิฟแคร์ไม่รังแกัน

111 ถามเมื่อ 4 สัปดาห์ ที่แล้ว

มิใช่เรื่องเยาวชนคงเป็นไปมิได้ วัยทำงาน โดนรังแกได้ไง?
ในฐานะที่เป็นผู้มีอิทธิพลริมถนนฟุตบาทในวัยเด็กมาก่อน และมิเคยโดนรังแกเลยในวัยเด็กจนจบปริญญาตรี นั่งค้นหาข้อมูลว่า ทำงานดี เก่ง แล้วโดนรังแก มีใครโดนบ้างมัยนะในกูเกิล รับมือปัญหานี้อย่างไร
วันนี้ในฐานะผู้ใหญ่คนนึง คงต้องยอมรับว่า โดนรังแกในที่ทำงานจริงๆ (มีหลักฐานลายมือลงน้ำหนักซะด้วย มีใบรับรองแพทย์ซะด้วยสิ) วันนี้ร่องรอยความบอบช้ำจากการโดนรังแกที่ทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนไม่ว่าจะเที่ยง สาย บ่าย เย็น ต้องยอมรับว่ากลายเป็นความฝังใจอย่างที่พยายามเท่าไหร่ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เพราะหมายถึงคำๆเดียว “ครอบครัวแตกสลายไม่มีตัวตน” หมายถึง ไม่มีตัวตนอีกแล้วสำหรับคำว่าครอบครัวที่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนวัยเยาวชน ถามว่าเกี่ยวกับที่ทำงานอย่างไร คงต้องบอกให้เด็กๆเข้าใจว่า “ปั่นให้ป่วนตีท้ายครัวให้แตกแยก” นี่คือคำจำกัดความที่สัมผัสแม้ยามตื่นหรือยามหลับเจ็บปวดเสมอทุกลมหายใจ พ่วงด้วยอาการที่เด็กๆอาจไม่เจอ คือ ปัญหาสุขภาพ ทั้งความดัน เบาหวาน หัวใจ จากโรคไทรอยด์เป็นพิษกำเริบที่ได้จากการทำงาน โดยกระทำตามคำสั่งหัวหน้าทุกๆวินาที แต่ยังโดนหัวหน้าโทรไปหาผู้คนในครอบครัวว่าไม่มีความอดทน ไม่มีประสิทธิภาพ กระด้างกระเดื่อง นี่คือเรียกว่า ใส่ร้ายป้ายสีแต่งเรื่องแต่งราว ปัญหามาจากครอบครัวอ่อนแออยู่ก่อนจึงฟังคนนอกมากกว่าคนในครอบครัว เมื่อเติบโตความคิดเห็นแตกต่างกันในครอบครัวจึงผิดใจกัน ประกอบกับมีผลประโยชน์แบบผู้ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องส่วนตนในครอบครัวเดียวกัน ต้องแตกสลายไปในที่สุดคือ คำว่าครอบครัวที่เคยหยอกล้อกันได้ ก่อนที่จะเป็นปัญหาครอบครัว คำถามคือ สิ่งใดที่ก่อให้เกิดปัญหาที่ทำงานจนสะท้อนกรรมถึงครอบครัวในสถานภาพ “อยู่นิ่งๆ” ——–ปัญหาหนีไม่พ้น คือ การทุจริตที่ปราถนาเอาของตนเองเป็นประโยชน์ของหัวหน้านี่คือต้องยอมรับตรงๆ เช่น เงินเดือนเป็นต้น จากหัวหน้า 1 คน กลายเป็น 2 คน จาก 2 คนกลายเป็น 8 คน ประเดิมปฐมการคิดคดทรยศวางแผนฆ่าให้ตายทั้งเป็นเพราะเงินเดือน ต่อมาหนีเลยจ้า หนีขอย้ายที่ทำงานไปอยู่ที่อื่นๆ ฟาดเปรี้ยงลงมา ที่ทำงานเดิมกำหนดให้ย้ายไปในที่ไม่ปลอดภัยเท่าไหร่ในการทำงาน (อย่างทันทีทันใดแต่ระบุหนังสือย้อนไปหลายอาทิตย์มาก) ต่อมา 8 คนแท็กทีมคอนเนคชั่นต่อเนื่องจนปัจจุบัน คงไม่ระบุว่ากี่คนแล้วนะเออ จนปัจจุบันปัญหาเดียวคือ ตำแหน่งงานและเงินเดือนยังไม่ได้รับความถูกต้องฟ้องศาลไคฟง ศาลไคฟงบอกว่าให้ไปยื่นต่อเปาบุ้นจิ้นผ่านหวางเฉาหม่าฮั่นก่อน โดยผ่านนายอำเภอมาก่อน จึงปฎิบัติตามขั้นตอน จนป่านนี้แล้ว ยังลอยนวลจ้า โจรยังตะกละอยู่เป็นระยะๆ คำถามคือ ถามว่า แล้วคุณที่โดนรังแกรอดตายได้ไงค่ะ
 
ชูจั๊กกะแร้ที่นี่จ้า….ที่นี่เลย เพราะผ่านมาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ชีวิตจิตใจกลับสู่ความดั้งเดิมได้ แม้แต่ความรักในครอบครัวก็กลับคืนมาไม่ได้ ที่ทำได้คือ วางลงอย่างพยายามมีสติ พระสงฆ์เคยสอนว่า การรับประทานอาหารต้องทีละคำ ทำอะไรต้องเป็นขั้นเป็นตอน หรือแม้แต่พระสงฆ์อีกรูปหนึ่งบอกว่า “มารตัวใหญ่มาก” “เราต้องทำตัวเป็นเมล็ดข้าวที่อยู่ในนา มิใช่ก้านเมล็ดข้าวที่ตั้งท้องแล้วค่อยๆโน้มกิ่งค่อมกิ่งก้านลงมา” “มารตัวใหญ่มากเฉกเช่นคุณโยมนั่งเก้าฮี้มีสุนัขมาพันแข้งขาจะทำยังไงต่อหน้าพระสงฆ์” นี่คือตัวอย่างตัวเองผจญมารตามที่พระสงฆ์พยายามให้มีสติ และปล่อยวางพร้อมแผ่เมตตาให้ศรัสตรู ถามว่า การวางทำไมต้องมีสติ การมีสติหมายถึง การรู้ การตื่น ว่าขณะหนึ่งเราทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ ส่วนการวาง หรือ การปล่อยวาง คือ การค่อยๆปล่อยทีละนิดโดยไม่ยึดติดกับความรัก ความโลภ รสชาติ รูป รส กลิ่น เสียง ใดๆเลย ——–(สังเกตุดูนะว่าผ่านลำดับการพูดคุยเสวนาพระสงฆ์องค์เจ้ามาแล้ว คือ หนักหนามากแทบอยากจะเข้าสู่ทางธรรมแต่ทำมิได้บริสุทธิ์มากจ้า)
 
ถามว่าทำไมเรื่องของผู้ใหญ่เกี่ยวอะไรกับการโดนรังแกของเยาวชน?????????
เข้าประเด็นเลยนะ —–เพราะผู้ใหญ่คนนี้เคยเป็นเยาวชนมาก่อนและลังเลว่า เอ๊ะ ทำดีได้ดีมีจริงหรือ ทำชั่วได้ดีมีถมไป วัยเด็กชอบวิชาวิทยาศาสตร์จึงชอบทดลอง และดั้นไปพิสูจน์หัวใจคนจนน้ำตาท่วมพิภพจบสามโลกมาแล้วตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 โน่นแหล่ะ อานิสงฆ์ทำให้ชอบอ่านหนังสืออ่านเล่นเเนวจิตวิทยาทำนายรัก ทำนายคน และอานิสงฆ์ทำให้กลายเป็นรู้เขารู้เรา บ้างบางเรื่องในปัจจุบันเร็วกว่าผู้อื่น เน้นว่า “บ้าง” นะ
ชีวิตโซซัดโซเซมาจนป่านนี้เสือใหญ่ริมฟุตบาท กลายเป็นแมวโดนรุมสกรัมรังแกในปัจจุบัน อนาถชีวิตอยู่อ่ะนะ มีเรื่องราวนึงที่เสือใหญ่ริมฟุตบาทอยากบอกน้องๆเท่านั้นเอง ดังนี้
1.การมีน้ำใจนักกีฬาจำเป็นต้องมีสปิริต สปิริตแปลว่าน้ำใจ มิใช่ปากปราศัยน้ำใจเชือดคอ (แปลว่าปากพูดดีแต่ประสงค์ร้ายอ่ะนะ ประมาณนี้)
2.การมีน้ำใจนักกีฬา บางสถานการณ์ต้องรู้จักปฎิเสธ มิใช่อะไรก็ได้ ได้ๆ เหมือนที่เสือใหญ่ริมฟุตบาทเคยประพฤติ แม้จะเรียกว่าเกรงอกเกรงใจ แต่ถ้าเบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่น มิใช่การเรียกว่าน้ำใจนักกีฬาเพราะทำร้ายตนเอง การปฏิเสธเริ่มต้นง่ายๆด้วยการยืดอกบอกว่า “ไม่” เช่น การยืมเงินเมื่อเราไม่มีต้องกล้าที่จะเอ่ยว่า “เราไม่มีพอใช้นะ” มิใช่ไปยืมพ่อแม่ไปยืมญาติพี่น้องไปให้เพื่อน
3.การมีน้ำใจนักกีฬา ควรหมายถึงการศึกษาเล่าเรียนด้วยนะ แชร์กันแบ่งปันกันแต่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นนะ
4.เพราะเคยชอบวิทยาศาสตร์ก่อนที่จะมีภาพยนต์แฮรรี่พอตเตอร์ฉายในเมืองไทย จึงขอยืนยันจากสถิติการจดบันทึกจากประสบการณ์ของเสือใหญ่ริมฟุตบาท และเคยอาสาเป็นที่ปรึกษาเพื่อนๆน้องๆพี่ๆหลายๆคน รวมทั้งเครือพันธมิตรบิดรมารดา จึงกล้าที่จะยืนยันได้ว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วจ้า แต่การพิสูจน์การทำดีได้ดี มันต้องใช้เวลา บางเหตุการณ์ของบางคนนานนับหลายสิบปีเลยนะ ในขณะเดียวกันการทำชั่วก็เหมือนกันต้องรอเวลา บางท่านจนวันตายก็ได้รับรู้การฌาปนกิจศพมาแล้วล่ะนะจึงรู้ว่า ทำชั่วย่อมได้ชั่วแท้จริงหนีไม่พ้นแม้แต่รายเดียว
เสือใหญ่ริมฟุตบาทนึกขึ้นมาได้ที่่เกี่ยวกับการรังแกในปัจจุบันที่เสือใหญ่กลายเป็นแมว เพราะยอมรับนะยังมีนิสัยเดิมๆวัยเด็กติดตามมาคือ “ใจดี และเปิดเผย” สิ่งนี้มีนั้นดี แต่มากเกินไปมันอันตรายเป็นช่องทางให้หมู่มารและหมู่พาลเป็นต้น นำเรื่องราวไปผสมตกแต่งจนเป็นอุปสรรคในด้านการงาน จนนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บของเสือใหญ่ริมฟุตบาทเองล่ะนะ
เมื่อเยาวชนเข้าสู่วัยทำงาน อยากจะบอกเพิ่มเติมเพราะตนเองเคยลังเลว่าจะประพฤติตัว สีขาว สีดำ หรือสีเทา ชีวิตวัยทำงานมันไม่ง่ายนัก ทำให้เรียนจบใหม่สดๆ เลือกสีขาวนะ ทนไม่ได้เลยเพราะตนเองยอมรับว่ามองเห็นในสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป แต่อยู่ไม่ได้หรอก จึงตั้งตนไว้หลังเรียนจบสดๆได้ไม่นานว่า สีเทาก็แล้วกัน ชีวิตเสือใหญ่ริมฟุตบาทเจอแป๊ะเจี้ยะจ๋อเจี๋ยะมาเยอะ บอกตรง ธรรมดา ไม่งั้นจะใช้ชื่อว่าผู้มีอิทธิพลริมฟุตบาทหรอจ๊ะ ไม่โฉดหรอกนะ สถาปนาตนเองในวัยเด็กอ่ะนะ เป็นหัวหน้าแก๊งค์ริมฟุตบาทต้องเข้าใจอ่ะนะ ลูกน้องเสือใหญ่ริมฟุตบาทขณะนี้ วิศวะ เภสัช ฑัณตะ ขายตรง เจ้าของกิจการ เติบโตกันหมดเลย เสือมันก็คือเสือคงเข้าใจดี เข้าเรื่องกันดีกว่า ยามเนี้ยะเสือใหญ่ริมฟุตบาทพยายามสุภาพชน แต่โดนทำร้ายแทบไม่อยากหายใจร่วมกับโจรเหล่านั้นเลย แต่เพราะชีวิตสีเทาต้องสู่กันต่อไป
เหตุการณ์นึงคือเมื่อเข้าสู่ทางธรรม จะดำรงชีวิตเช่นใดในคราบนักบุญสีเทาอย่างเปิดเผย เพราะสังคมสีเทา จึงถามผู้มีบุญเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนเริ่มทำงานวันแรก คือ “ถ้าสายงานหัวหน้าสั่งให้ทุจริตต้องทำเช่นใดจึงจะไม่บาป” คำตอบคือ “เดินทางตามหัวหน้าแต่เมื่อถึงเวลาของเสือใหญ่ริมฟุตบาทให้ช่วยคนดีโดยไม่กระทำตามผู้ต่อเวรสร้างกรรมทุจริต สิ่งใดหลีกหนีมิได้จงทำตามหัวหน้า” นี่คือก่อนที่จะทำงานวันแรกเลยนะ
เท่านี้แหล่ะ เพราะสังคมสีเทา จะมามัวเกรงอกเกรงใจคงมิได้หรอกนะ เสือก็คือเสืออ่ะนะ เสือผิดที่ไม่แสดงประสิทธิภาพในครอบครัวตนเอง จนครอบครัวเสือเองฟังผู้อื่นที่ให้ผลประโยชน์ได้ เสือผิดที่คิดวางครอบครัวไว้ที่ “ความไม่กังวล และตลกๆ ไม่เล่าสิ่งใดๆให้ครอบครัวฟังเลย เพราะคิดว่าไม่ควรรู้ แค่รู้บางเรื่องพอแล้ว ไม่ได้โชว์ความรู้ความสามารถให้ครอบครัวเสือได้รู้” กลายเป็นสิ่งที่แสดงออกของเสือ คือ ความโง่เขลาเบาปัญญา แต่เสือเลือกวางตำแหน่งตรงนั้นไว้แล้ว เหมือนเสือจะมีสองบุคลิก แต่ความจริงมิใช่เลย เพียงแค่ปกปิดมุมของเพื่อนๆเสือเอาไว้เท่านั้นเอง ให้อยู่นอกเหนือครอบครัว และพยายามมิให้เพื่อนๆแตะครอบครัวของเสือได้เลย มีบางเวลาที่เสือคิดจะกลับไปใหญ่ ไม่ควรสุภาพชนมากนัก ไม่ควรเป็นปัญญาชนมากนัก เพราะสังคมสีเทาเกือบมืดสนิทติดตามเสือยิ่งกว่าวิญญาณของวิญญูชนที่เสือไม่รู้ แต่เสือสัมผัสได้ เชื่อป่ะ แต่….สุดท้ายเสือคิด วิเคราะห์ แยกแยะแล้ว เสือคิดว่าเสือควรทำดีเพื่อให้ได้ดี แต่สภาวะไม่ขาวหรือดำมากนัก นรกจะไม่มีวันเกิดกับเสือแน่นอน ทุกวันนี้จึงเลือกปล่อยวาง เพราะรู้ว่าในที่สุด ทำดีย่อมได้ดี แค่นั้นแหล่ะ
 
อยากเล่าประสบการณืแค่นั้นเพราะตนเอง เคยสับสนการทำดีและการทำเลวอยู่ช่วงนึง ซึ่งแต่ละช่วงอายุมันต่างสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเลือก ถ้าชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเจอความทุกข์อะไรเลยคงไม่เข้าใจหรือมีความสุขได้ในมุมเล็กๆของตนเองที่พยายามดึงเอามาใช้ในวันที่ผจญมาร มารไม่มี บารมีไม่เกิด จำไว้

1 Answers
นามธรรม ตอบเมื่อ 4 สัปดาห์ ที่แล้ว

หัวข้อตั้งคำถามมิได้จึง (ต่อ) /// ทำไมเป็นผู้ใหญ่ต้องโดนรังแก (เรื่องเล่า)

Your Answer